Chi phí cố định và Chi phí biến đổi là gì? Cách quản lý chi phí doanh nghiệp để đạt hiệu quả

ต้นทุนในธุรกิจแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ต้นทุนคงที่ (fixed cost) และ ต้นทุนผันแปร (variable cost) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดการการเงินและการวางแผนความเสี่ยง การเข้าใจโครงสร้างของต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจด้านราคา การผลิต และการลงทุนได้อย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ยังช่วยในการคาดการณ์กำไรและการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) คืออะไร และควรรู้จักอย่างไร

ต้นทุนคงที่ เป็นค่าใช้จ่ายที่ยังคงเดิมไม่ว่าธุรกิจจะดำเนินการมากหรือน้อยเพียงใด ลักษณะพิเศษของต้นทุนคงที่คือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องตามสัญญาหรือภาระผูกพัน ไม่ว่าจะมีรายได้เข้ามาหรือไม่

ตัวอย่างต้นทุนคงที่ที่บ่อยที่สุด เช่น ค่าเช่าสำนักงาน ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร เงินเดือนผู้บริหารประจำ ค่าประกันธุรกิจ และดอกเบี้ยเงินกู้ ทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายหรือคำนวณทุกเดือนโดยไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณการขาย

ลักษณะสำคัญของต้นทุนคงที่

ประเด็นแรกคือ ความคงตัวของค่าใช้จ่าย - ต้นทุนคงที่ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามปริมาณการผลิตหรือการขาย ซึ่งแตกต่างจากต้นทุนประเภทอื่น ธุรกิจจึงสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการจัดทำงบประมาณประจำปีได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ประเด็นที่สอง คือ ความสำคัญในการกำหนดราคาสินค้า - เนื่องจากต้นทุนคงที่เป็นข้อบัญชีที่ต้องจ่ายอย่างแน่นอน ราคาขายสินค้าจึงต้องตั้งสูงพอที่จะครอบคลุมต้นทุนเหล่านี้ให้ได้ บิดสุดท้ายของความสำเร็จคือการกำหนดราคาที่สามารถคุมต้นทุนคงที่และยังเหลือกำไร

ประเด็นที่สาม คือ ผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจ - เมื่อธุรกิจต้องการขยายการผลิต ต้นทุนคงที่จะกระจายไปตามหน่วยผลิตภัณฑ์มากขึ้น ซึ่งหมายความว่าต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง นี่คือเหตุผลว่าทำไมธุรกิจขนาดใหญ่มักมีประโยชน์ด้านต้นทุน

รายการต้นทุนคงที่ที่พบบ่อย

  • ค่าเช่าสถานที่ - ค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าอาคาร โรงงาน หรือพื้นที่สำนักงาน ซึ่งจ่ายเป็นประจำตามสัญญาเช่า

  • เงินเดือนผู้บริหารและพนักงานประจำ - ค่าจ้างคงที่สำหรับพนักงานที่ทำงานเต็มเวลาตลอดปี ไม่ว่าจะมีการผลิตมากน้อย

  • ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ - ค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่คำนวณมูลค่าของเครื่องจักรหรืออาคารเมื่อเวลาผ่านไป

  • ค่าประกันธุรกิจ - ค่าใช้จ่ายประกันสินทรัพย์ บุคลากร หรือภาระผูกพันอื่นๆ ที่จ่ายเป็นประจำตามปี

  • ดอกเบี้ยเงินกู้ - ค่าใช้จ่ายจากการระดมทุนผ่านเงินกู้ ซึ่งจะต้องจ่ายดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด

ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) และการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ต้นทุนผันแปร คือค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณการผลิตหรือการขายของธุรกิจ เมื่อการผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนผันแปรก็เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน และเมื่อการผลิตลดลง ค่าใช้จ่ายนี้ก็ลดลงไปด้วย

ตัวอย่างต้นทุนผันแปรทั่วไป ได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ค่าจ้างแรงงานทำงานตามเวลา ค่าการใช้ไฟฟ้าและน้ำในโรงงาน ค่าบรรจุภัณฑ์ สินค้า และค่าขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า ทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่ผลิตขึ้น

ลักษณะพิเศษของต้นทุนผันแปร

ความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณผลิตภัณฑ์ - ต้นทุนผันแปรไม่คงที่ แต่เปลี่ยนแปลงตามสัดส่วนของการผลิต ถ้าธุรกิจต้องการผลิตสินค้าเพิ่มเป็นสองเท่า ต้นทุนผันแปรก็จะเพิ่มเป็นสองเท่าเช่นกัน (ในกรณีที่ไม่มีสัญญาพิเศษ)

ความยืดหยุ่นในการจัดการค่าใช้จ่าย - เนื่องจากต้นทุนผันแปรขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิต ธุรกิจสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายนี้ได้หากลดปริมาณการผลิตลง นี่จึงให้ความยืดหยุ่นมากกว่า ต้นทุนคงที่

ผลต่อต้นทุนต่อหน่วย - เนื่องจากต้นทุนผันแปรเปลี่ยนตามจำนวน ต้นทุนต่อหน่วยจึงมีแนวโน้มที่จะลดลงเมื่อจำนวนการผลิตเพิ่มขึ้น เพราะสามารถกระจายต้นทุนไปตามหน่วยจำนวนมากขึ้น

ตัวอย่างต้นทุนผันแปรที่สำคัญ

  • ต้นทุนวัตถุดิบและส่วนประกอบ - ค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อวัสดุที่ใช้ในการสร้างสินค้า ซึ่งเพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิต

  • ค่าแรงงานตรง - เงินจ้างสำหรับคนงานที่มีส่วนร่วมโดยตรงในการผลิตสินค้า ซึ่งอาจจ่ายตามจำนวนชิ้นหรือชั่วโมงการทำงาน

  • ค่าพลังงาน (ไฟฟ้า ก๊าซ น้ำ) - ค่าใช้จ่ายสำหรับพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อการผลิตสูงขึ้น

  • ค่าบรรจุภัณฑ์ - ต้นทุนสำหรับกล่อง เทป ป้ายฉลาก และวัสดุบรรจุห่อหุ้มที่จำเป็น

  • ค่าการขนส่งและส่งมอบ - ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้า ซึ่งมีปริมาณตามจำนวนคำสั่งซื้อ

  • ค่าคอมมิชชันการขาย - ค่าจ้างตามผลงานที่จ่ายให้กับทีมขายตามหลักของรายได้ที่สร้างขึ้น

เปรียบเทียบ Fixed Cost และ Variable Cost - ความแตกต่างระหว่างทั้งสอง

การจำแนกต้นทุนออกเป็น fixed cost กับ variable cost เป็นหัวใจของการวิเคราะห์ทางการเงิน เพราะแต่ละประเภทมีผลกระทบที่ต่างกันต่อการตัดสินใจของธุรกิจ

ประเด็นแรก: ความเสถียรของค่าใช้จ่าย - ต้นทุนคงที่เป็นค่าคงตัวที่ไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่ต้นทุนผันแปรผันตามปริมาณการผลิต ในการวางแผนงบประมาณ ต้นทุนคงที่ทำให้คาดการณ์ได้ง่าย แต่ต้นทุนผันแปรต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่สอง: ผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงิน - ธุรกิจที่มีต้นทุนคงที่สูง ต้องการรายได้นำหน้าให้มากเพื่อให้ครอบคลุม ส่วนที่มีต้นทุนผันแปรสูงกว่านั้นมีความยืดหยุ่นในการปรับค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า

ประเด็นที่สาม: กลยุทธ์การลดต้นทุน - เพื่อลดต้นทุนคงที่ จำเป็นต้องมีการเจรจาสัญญาหรือการหาจัดหาใหม่ ในทางตรงข้าม ต้นทุนผันแปรสามารถลดได้ผ่านการปรับปรุงกระบวนการ หรือการหาซัพพลายเยอร์ที่ถูกกว่า

ประเด็นที่สี่: ผลต่อสภาพคล่องเงิน - ต้นทุนคงที่ถือเป็นภาระที่ต้องจ่ายอย่างแน่นอน ส่วนต้นทุนผันแปรขึ้นอยู่กับรายได้จริงที่ได้รับ ดังนั้น ต้นทุนคงที่สูงอาจเป็นภัยต่อสภาพคล่องเงินในช่วงธุรกิจเงียบ

วิธีวิเคราะห์ต้นทุนผสมและการประยุกต์ใช้

การรวมต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรเข้าด้วยกันเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนรวม (Total Cost) เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนธุรกิจ

สูตรการคำนวณต้นทุนรวมคือ: ต้นทุนรวม = ต้นทุนคงที่ + (ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย × จำนวนหน่วยที่ผลิต)

การเข้าใจสูตรนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถ:

  • กำหนดราคาขายที่เหมาะสม - ต้องตั้งราคาให้สูงพอที่จะครอบคลุมทั้งต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร ตลอดจนมีกำไรเพียงพอ

  • คำนวณจุดคุ้มทุน (Break-even Point) - เป็นปริมาณการขายที่ทำให้ธุรกิจไม่ได้กำไรและไม่ขาดทุน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงทุน

  • วางแผนการผลิตและสต็อก - การทราบจุดคุ้มทุนช่วยให้ธุรกิจทราบว่าต้องผลิตขั้นต่ำเท่าไรเพื่อให้ครอบคลุมต้นทุน

  • ประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงตลาด - ถ้ารู้ว่า ต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรเป็นอย่างไร ก็สามารถคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงในตลาดจะส่งผลต่อกำไรเช่นไร

  • ตัดสินใจด้านการลงทุนในเครื่องจักร - บางครั้ง การซื้อเครื่องจักรอัตโนมัติจะเพิ่มต้นทุนคงที่ แต่ลดต้นทุนผันแปรลง การวิเคราะห์ต้นทุนรวมจะบอกว่าการลงทุนนี้คุ้มค่าหรือไม่

คำสรุป

ต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร คือสองประเภทของต้นทุนที่ธุรกิจต้องเข้าใจเพื่อให้จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนคงที่ยังคงเดิมไม่ว่าจะผลิตเท่าไร ส่วนต้นทุนผันแปรเปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิต

การที่ธุรกิจรู้จักต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร ทำให้สามารถกำหนดราคาสินค้าได้อย่างถูกต้อง วางแผนงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนได้อย่างรอบคอบ การจัดการต้นทุนทั้งสองประเภทให้ดีคือรากฐานของความมั่นคงและการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจ

Xem bản gốc
Trang này có thể chứa nội dung của bên thứ ba, được cung cấp chỉ nhằm mục đích thông tin (không phải là tuyên bố/bảo đảm) và không được coi là sự chứng thực cho quan điểm của Gate hoặc là lời khuyên về tài chính hoặc chuyên môn. Xem Tuyên bố từ chối trách nhiệm để biết chi tiết.
  • Phần thưởng
  • Bình luận
  • Đăng lại
  • Retweed
Bình luận
0/400
Không có bình luận
  • Ghim